Haruethai Khumsureds
วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554
การจัดการนวัตกรรมการศึกษา
นวัตกรรม คือการผลักดันเทคโนโลยีสู่ตลาด (Technology Push) หรือไม่ก็เป็นการสร้างแรงดึงดูดจากตลาด (Market Pull)
นวัตกรรม จะต้องเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นกับวงการเท่านั้น โดย ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุง พัฒนาหรือต่อยอดนวัตกรรมเหล่านั้นให้ดีขึ้นแต่อย่างใด เช่นนวัตกรรมด้านหลอดไฟฟ้า ที่ยึดถือต้นแบบหลอดไฟฟ้าของ Edison มาไม่ต่ำกว่า 16 ปี เป็นต้น
นวัตกรรมควรเป็นการสนใจในรายละเอียดปลีกย่อย ทีละส่วนประกอบ มากกว่าจะเป็นการมองนวัตกรรมในภาพรวม
นวัตกรรมจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ได้ให้ความสนใจในความสัมพันธ์ระหว่างกันแต่อย่างใด
เราสามารถจัดการกับนวัตกรรมได้หรือไม่?
เป็นการยากที่จะมีผู้ใดสามารถที่จะสามารถชี้ชัดได้ว่า นวัตกรรมเป็นสิ่งที่สำคัญมากขึ้นและมากขึ้นทุกๆขณะในอนาคตอันใกล้นี้ และด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า แล้วเราจะจัดการกับนวัตกรรมที่มีความยุ่งยากซับซ้อน และมีความไม่แน่นอนนี้ ได้หรือไม่
เนื่องจากความสำเร็จ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่จะได้กันมาง่ายๆ ซึ่งในความเป็นจริงมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะสามารถจัดการกับบางสิ่งบางอย่างที่มีทั้งความซับซ้อนและความไม่แน่นอนได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในการพัฒนา และขัดเกลาความรู้พื้นฐานใหม่ๆ ปัญหาในการแปลงความคิดไปสู่ผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการใหม่ ปัญหาในการชักจูงให้คนอื่นๆ มาสนับสนุนและยอมรับในนวัตกรรม หรือแม้แต่ปัญหาในการสร้างความยอมรับในระยะยาวเป็นต้น
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะว่าผู้คนต่างมีพื้นฐานทางความคิดที่หลากหลาย มีภาระหน้าที่รับผิดชอบที่แตกต่างกัน รวมไปถึงมีจุดมุ่งหมายของตนเองที่แตกต่างกันด้วย ดังนั้นขอบเขตของความคิดเห็นหรือความขัดแย้งย่อมมีขนาดที่กว้างมากขึ้นเช่นกัน
ถึงแม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นในกระบวนการทางนวัตกรรมก็ตาม แต่ก็ยังพอที่จะหาแนวทางไปสู่ความสำเร็จของนวัตกรรมได้ เพราะไม่จำเป็นเสมอไปว่านวัตกรรมทุกๆอย่างจะล้มเหลวไปเสียหมด แต่สิ่งที่หลายๆองค์กร (หรือบุคคล) ได้จากการทำนวัตกรรมเสมอ ก็คือการเรียนรู้และเข้าใจในแนวทางการจัดการกับกระบวนการดังกล่าวนั่นเอง คำว่าการจัดการในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการกำหนดรูปแบบหรือการปฏิบัติในขั้นตอนที่สลับซับซ้อนแต่อย่างใด แต่ใช้เป็นการใช้สัญชาตญาณของการคาดการณ์ เพื่อสร้างหนทางให้องค์กรสามารถเผชิญสิ่งท้าทายไปสู่ความสำเร็จ ภายใต้ความท้าทายในความไม่แน่นอนเหล่านั้นได้
สิ่งบ่งชี้อย่างหนึ่งถึงความสำเร็จของสัญชาตญาณดังที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้จากองค์กรที่ยังสามารถดำเนินงานได้จวบจนปัจจุบัน บางองค์กรก็ผ่านมาเกือบร้อยปี บางองค์กรก็หลายร้อยปี ไม่ว่าจะเป็นบริษัท 3M, Corning, Procter & Gamble, Reuters, Siemens, Philips และ Roll-Royce เป็นต้น ซึ่งเราจะเห็นความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพวกเขาสามารถเรียนรู้ได้ว่าควรจะบริหารจัดการกับกระบวนการทางนวัตกรรมในทุกรูปแบบ (ทั้งทำให้ดีขึ้น - Do Better และ ทำให้แตกต่าง - Do difference) ได้อย่างไรนอกจากนี้ยังมีสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจ ก็คือความแตกต่างระหว่างการบริหารและผู้บริหาร ซึ่งเราจะไม่ได้สนใจในประเด็นที่ว่าใครคือผู้ที่ต้องตัดสินใจ หรือใครคือผู้สั่งการ แต่จะมุ่งเน้นในสิ่งที่ควรจะต้องกระทำมากกว่า
นวัตกรรม จะต้องเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นกับวงการเท่านั้น โดย ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุง พัฒนาหรือต่อยอดนวัตกรรมเหล่านั้นให้ดีขึ้นแต่อย่างใด เช่นนวัตกรรมด้านหลอดไฟฟ้า ที่ยึดถือต้นแบบหลอดไฟฟ้าของ Edison มาไม่ต่ำกว่า 16 ปี เป็นต้น
นวัตกรรมควรเป็นการสนใจในรายละเอียดปลีกย่อย ทีละส่วนประกอบ มากกว่าจะเป็นการมองนวัตกรรมในภาพรวม
นวัตกรรมจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ได้ให้ความสนใจในความสัมพันธ์ระหว่างกันแต่อย่างใด
เราสามารถจัดการกับนวัตกรรมได้หรือไม่?
เป็นการยากที่จะมีผู้ใดสามารถที่จะสามารถชี้ชัดได้ว่า นวัตกรรมเป็นสิ่งที่สำคัญมากขึ้นและมากขึ้นทุกๆขณะในอนาคตอันใกล้นี้ และด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า แล้วเราจะจัดการกับนวัตกรรมที่มีความยุ่งยากซับซ้อน และมีความไม่แน่นอนนี้ ได้หรือไม่
เนื่องจากความสำเร็จ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่จะได้กันมาง่ายๆ ซึ่งในความเป็นจริงมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะสามารถจัดการกับบางสิ่งบางอย่างที่มีทั้งความซับซ้อนและความไม่แน่นอนได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในการพัฒนา และขัดเกลาความรู้พื้นฐานใหม่ๆ ปัญหาในการแปลงความคิดไปสู่ผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการใหม่ ปัญหาในการชักจูงให้คนอื่นๆ มาสนับสนุนและยอมรับในนวัตกรรม หรือแม้แต่ปัญหาในการสร้างความยอมรับในระยะยาวเป็นต้น
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะว่าผู้คนต่างมีพื้นฐานทางความคิดที่หลากหลาย มีภาระหน้าที่รับผิดชอบที่แตกต่างกัน รวมไปถึงมีจุดมุ่งหมายของตนเองที่แตกต่างกันด้วย ดังนั้นขอบเขตของความคิดเห็นหรือความขัดแย้งย่อมมีขนาดที่กว้างมากขึ้นเช่นกัน
ถึงแม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นในกระบวนการทางนวัตกรรมก็ตาม แต่ก็ยังพอที่จะหาแนวทางไปสู่ความสำเร็จของนวัตกรรมได้ เพราะไม่จำเป็นเสมอไปว่านวัตกรรมทุกๆอย่างจะล้มเหลวไปเสียหมด แต่สิ่งที่หลายๆองค์กร (หรือบุคคล) ได้จากการทำนวัตกรรมเสมอ ก็คือการเรียนรู้และเข้าใจในแนวทางการจัดการกับกระบวนการดังกล่าวนั่นเอง คำว่าการจัดการในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการกำหนดรูปแบบหรือการปฏิบัติในขั้นตอนที่สลับซับซ้อนแต่อย่างใด แต่ใช้เป็นการใช้สัญชาตญาณของการคาดการณ์ เพื่อสร้างหนทางให้องค์กรสามารถเผชิญสิ่งท้าทายไปสู่ความสำเร็จ ภายใต้ความท้าทายในความไม่แน่นอนเหล่านั้นได้
สิ่งบ่งชี้อย่างหนึ่งถึงความสำเร็จของสัญชาตญาณดังที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้จากองค์กรที่ยังสามารถดำเนินงานได้จวบจนปัจจุบัน บางองค์กรก็ผ่านมาเกือบร้อยปี บางองค์กรก็หลายร้อยปี ไม่ว่าจะเป็นบริษัท 3M, Corning, Procter & Gamble, Reuters, Siemens, Philips และ Roll-Royce เป็นต้น ซึ่งเราจะเห็นความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพวกเขาสามารถเรียนรู้ได้ว่าควรจะบริหารจัดการกับกระบวนการทางนวัตกรรมในทุกรูปแบบ (ทั้งทำให้ดีขึ้น - Do Better และ ทำให้แตกต่าง - Do difference) ได้อย่างไรนอกจากนี้ยังมีสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจ ก็คือความแตกต่างระหว่างการบริหารและผู้บริหาร ซึ่งเราจะไม่ได้สนใจในประเด็นที่ว่าใครคือผู้ที่ต้องตัดสินใจ หรือใครคือผู้สั่งการ แต่จะมุ่งเน้นในสิ่งที่ควรจะต้องกระทำมากกว่า
อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/varticle/40735
นวัตกรรมการเรียนการสอน
นวัตกรรมการเรียนการสอน
หมายถึง การปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยมีใช้มาก่อน หรือเป็นการพัฒนาดัดแปลงมาจากของเดิมที่มีอยู่แล้วให้ทันสมัยและใช้ได้ผลดียิ่งขึ้นเมื่อนำนวัตกรรมมาใช้จะช่วยให้การทำงานนั้นได้ผลดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเดิม ทั้งยังช่วยประหยัดเวลาและแรงงานได้ด้วย
ทอมัส ฮิวช์ (Thomas Hughes) ได้ให้ความหมายของ “นวัตกรรม” ว่า เป็นการนำวิธีการใหม่ ๆ มาปฏิบัติหลังจากได้ผ่านการทดลองหรือได้รับการพัฒนามาเป็นขั้น ๆ แล้ว เริ่มตั้งแต่การคิดค้น (Invention) การพัฒนา (Development) ซึ่งอาจจะเป็นไปในรูปของโครงการทดลองปฏิบัติก่อน (Pilot Project) แล้วจึงนำไปปฏิบัติจริง ซึ่งมีความแตกต่างไปจากการปฏิบัติเดิมที่เคยปฏิบัติมา (boonpan edt01.htm)
มอร์ตัน (Morton,J.A.) ให้ความหมาย “นวัตกรรม” ว่าเป็นการทำให้ใหม่ขึ้นอีกครั้ง(Renewal) ซึ่งหมายถึง การปรับปรุงสิ่งเก่าและพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ตลอดจนหน่วยงาน หรือองค์การนั้น ๆ นวัตกรรม ไม่ใช่การขจัดหรือล้มล้างสิ่งเก่าให้หมดไป แต่เป็นการ ปรับปรุงเสริมแต่งและพัฒนา (boonpanedt01.htm)
ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2521 : 14) ได้ให้ความหมาย “นวัตกรรม” ไว้ว่าหมายถึง วิธีการปฎิบัติใหม่ๆ ที่แปลกไปจากเดิมโดยอาจจะได้มาจากการคิดค้นพบวิธีการใหม่ๆ ขึ้นมาหรือมีการปรับปรุงของเก่าให้เหมาะสมและสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ได้รับการทดลอง พัฒนาจนเป็นที่เชื่อถือได้แล้วว่าได้ผลดีในทางปฎิบัติ ทำให้ระบบก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น
จรูญ วงศ์สายัณห์ (2520 : 37) ได้กล่าวถึงความหมายของ “นวัตกรรม” ไว้ว่า “แม้ในภาษาอังกฤษเอง ความหมายก็ต่างกันเป็น 2 ระดับ โดยทั่วไป นวัตกรรม หมายถึง ความพยายามใด ๆ จะเป็นผลสำเร็จหรือไม่ มากน้อยเพียงใดก็ตามที่เป็นไปเพื่อจะนำสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ทำอยู่เดิมแล้ว กับอีกระดับหนึ่งซึ่งวงการวิทยาศาสตร์แห่งพฤติกรรม ได้พยายามศึกษาถึงที่มา ลักษณะ กรรมวิธี และผลกระทบที่มีอยู่ต่อกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง คำว่า นวัตกรรม มักจะหมายถึง สิ่งที่ได้นำความเปลี่ยนแปลงใหม่เข้ามาใช้ได้ผลสำเร็จและแผ่กว้างออกไป จนกลายเป็นการปฏิบัติอย่างธรรมดาสามัญศึกษา” ความหมายของนวัตกรรม “นวัตกรรม” หมายถึงความคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์
อ้างอิงจาก http://portal.in.th/inno-tiw/pages/184/
วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2554
e-Learning
คำว่า e-Learning คือ การเรียน การสอนในลักษณะ หรือรูปแบบใดก็ได้ ซึ่งการถ่ายทอดเนื้อหานั้น กระทำผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น ซีดีรอม เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซทราเน็ต หรือ ทางสัญญาณโทรทัศน์ หรือ สัญญาณดาวเทียม (Satellite) ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งการเรียนลักษณะนี้ได้มีการนำเข้าสู่ตลาดเมืองไทยในระยะหนึ่งแล้ว เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยซีดีรอม, การเรียนการสอนบนเว็บ (Web-Based Learning), การเรียนออนไลน์ (On-line Learning) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ การเรียนด้วยวีดีโอผ่านออนไลน์ เป็นต้น
ในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มักจะใช้คำว่า e-Learning กับการเรียน การสอน หรือการอบรม ที่ใช้เทคโนโลยีของเว็บ (Web Based Technology) ในการถ่ายทอดเนื้อหา รวมถึงเทคโนโลยีระบบการจัดการหลักสูตร (Course Management System) ในการบริหารจัดการงานสอนด้านต่างๆ โดยผู้เรียนที่เรียนด้วยระบบ e-Learning นี้สามารถศึกษาเนื้อหาในลักษณะออนไลน์ หรือ จากแผ่นซีดี-รอม ก็ได้ และที่สำคัญอีกส่วนคือ เนื้อหาต่างๆ ของ e-Learning สามารถนำเสนอโดยอาศัยเทคโนโลยีมัลติมีเดีย (Multimedia Technology) และเทคโนโลยีเชิงโต้ตอบ (Interactive Technology)
คำว่า e-Learning นั้นมีคำที่ใช้ได้ใกล้เคียงกันอยู่หลายคำเช่น Distance Learning (การเรียนทางไกล) Computer based training (การฝึกอบรมโดยอาศัยคอมพิวเตอร์ หรือเรียกย่อๆว่า CBT) online learning (การเรียนทางอินเตอร์เนต) เป็นต้น ดังนั้น สรุปได้ว่า ความหมายของ e-Learning คือ รูปแบบของการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยอาศัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือสื่ออิเลคทรอนิกส์ในการถ่ายทอดเรื่องราว และเนื้อหา โดยสามารถมีสื่อในการนำเสนอบทเรียนได้ตั้งแต่ 1 สื่อขึ้นไป และการเรียนการสอนนั้นสามารถที่จะอยู่ในรูปของการสอนทางเดียว หรือการสอนแบบปฎิสัมพันธ์ได้
ในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มักจะใช้คำว่า e-Learning กับการเรียน การสอน หรือการอบรม ที่ใช้เทคโนโลยีของเว็บ (Web Based Technology) ในการถ่ายทอดเนื้อหา รวมถึงเทคโนโลยีระบบการจัดการหลักสูตร (Course Management System) ในการบริหารจัดการงานสอนด้านต่างๆ โดยผู้เรียนที่เรียนด้วยระบบ e-Learning นี้สามารถศึกษาเนื้อหาในลักษณะออนไลน์ หรือ จากแผ่นซีดี-รอม ก็ได้ และที่สำคัญอีกส่วนคือ เนื้อหาต่างๆ ของ e-Learning สามารถนำเสนอโดยอาศัยเทคโนโลยีมัลติมีเดีย (Multimedia Technology) และเทคโนโลยีเชิงโต้ตอบ (Interactive Technology)
คำว่า e-Learning นั้นมีคำที่ใช้ได้ใกล้เคียงกันอยู่หลายคำเช่น Distance Learning (การเรียนทางไกล) Computer based training (การฝึกอบรมโดยอาศัยคอมพิวเตอร์ หรือเรียกย่อๆว่า CBT) online learning (การเรียนทางอินเตอร์เนต) เป็นต้น ดังนั้น สรุปได้ว่า ความหมายของ e-Learning คือ รูปแบบของการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยอาศัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือสื่ออิเลคทรอนิกส์ในการถ่ายทอดเรื่องราว และเนื้อหา โดยสามารถมีสื่อในการนำเสนอบทเรียนได้ตั้งแต่ 1 สื่อขึ้นไป และการเรียนการสอนนั้นสามารถที่จะอยู่ในรูปของการสอนทางเดียว หรือการสอนแบบปฎิสัมพันธ์ได้
ประโยชน์ของ e-Learning | ||
|
วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553
องค์ประกอบของมัลติมีเดีย
มัลติมีเดียสามารถจำแนกองค์ประกอบของสื่อต่างๆ ได้เป็น 5 ชนิด ประกอบด้วย 1.ข้อความหรือตัวอักษร(Text) เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของมัลติมีเดียระบบมัลติมีเดียที่นำเสนอผ่านจอภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ นอกจากจะมีรูปแบบและสีของตัวอักษรให้เลือกมากมายตามความต้องการแล้วยังสามารถกำหนดลักษณะของการปฏิสัมพันธ์(โต้ตอบ)ในระหว่างการนำเสนอได้อีกด้วย2.ภาพนิ่ง (Still Image)เป็นภาพที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เช่น ภาพถ่าย ภาพวาด และภาพลายเส้น เป็นต้นภาพนิ่งนับว่ามีบทบาทต่อระบบงานมัลติมีเดียมากกว่าข้อความหรือตัวอักษร ทั้งนี้เนื่องจากภาพจะให้ผลในเชิง การเรียนรู้หรือรับรู้ด้วยการมองเห็นได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังสามารถถ่ายทอดความหมายได้ลึกซึ่งมากกว่า ข้อความหรือตัวอักษรนั่นเองซึ่งข้อความหรือตัวอักษรจะมีข้อจำกัดทางด้านความแตกต่างของแต่ละภาษา แต่ภาพนั้นสามารถสื่อความหมายได้กับทุกชนชาติ ภาพนิ่งมักจะแสดงอยู่บนสื่อชนิดต่างๆ เช่น โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์หรือวารสารวิชาการ เป็นต้น3.ภาพเคลื่อนไหว (Animation) หมายถึง ภาพกราฟิกที่มีการเคลื่อนไหวเพื่อแสดงขั้นตอนหรือปรากฏ การณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น การเคลื่อนที่ของอะตอมในโมเลกุลหรือการเคลื่อนที่ของลูกสูบของเครื่องยนต์ เป็นต้น 4.เสียง (Sound) เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของมัลติมีเดียโดยจะถูกจัดเก็บอยู่ในรูปของสัญญาณดิจิตอลซึ่งสามารถเล่นซ้ำกลับไปกลับมาได้ โดยใช้โปรแกรมที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับทำงานด้านเสียง หากในงานมัลติมีเดียมีการใช้เสียงที่เร้าใจและสอดคล้องกับเนื้อหาในการนำเสนอ จะช่วยให้ระบบมัลติ มีเดียนั้นเกิดความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น5.ภาพวิดีโอ (Video)เป็นองค์ประกอบของมัลติมีเดียที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากวิดีโอในระบบดิจิตอลสามารถนำเสนอข้อความหรือรูปภาพ(ภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว)ประกอบกับเสียงได้สมบูรณ์มากกว่าองค์ประกอบชนิดอื่นๆแล้วนำมาผสมผสานเข้าด้วยกันเพื่อใช้สำหรับการปฏิสัมพันธ์หรือโต้ตอบ(Interaction) ระหว่างคอมพิวเตอร์กับผู้ใช้ซึ่งถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ผู้ใช้สามารถเลือกกระทำต่อมัลติมีเดียได้ตามต้องการ ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้ได้ทำการเลือกรายการและตอบคำถามผ่านทางจอภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ จากนั้นระบบคอมพิวเตอร์ก็จำทำการประมวลผลและแสดงผลลัพธ์ย้อนกลับผ่านทางจอภาพให้ผู้ใช้เป็น อีกครั้ง เป็นต้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





